GIVE EVERYDAY · บันทึกวิทยากร · SPU Business Talk · มหาวิทยาลัยศรีปทุม · 20 ตุลาคม 2569
บันทึกจากการไปเป็นวิทยากรให้นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ว่าด้วยเรื่องคุณค่า ความเข้าใจลูกค้า และสิ่งที่งานออกแบบภายในสอนกีฟเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

เด็กสถาปัตย์ ไปพูดเรื่องธุรกิจให้เด็กบริหารฟัง
ใครจะคิดว่าเด็กสถาปัตย์ในวันนั้น จะได้ยืนพูดเรื่องธุรกิจให้นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจฟัง
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 กีฟได้รับเกียรติจากคณบดี อาจารย์ศิระ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้ไปเป็นวิทยากรใน SPU Business Talk หัวข้อ “Design Your Value คิดต่าง สร้างคุณค่า ให้ลูกค้าเลือก” คนฟังคือน้อง ๆ คณะบริหารธุรกิจปี 3 และปี 4 ที่กำลังเรียนวิชาบูรณาการกับการปฏิบัติจริง ต้องคิดธุรกิจตั้งแต่ศูนย์ แล้วนำไปทดลองกับตลาดจริง
ทำไมนักออกแบบ ถึงพูดเรื่องธุรกิจ
ตอนได้รับเชิญ กีฟแอบถามตัวเองเหมือนกันว่า คนออกแบบภายในจะไปพูดอะไรให้เด็กบริหารฟัง
แต่พอนั่งเตรียมจริง ๆ กลับเห็นว่า ทุกงานที่กีฟออกแบบตลอดสิบกว่าปีที่ทำ Gratitude Design ต้องตอบคำถามชุดเดียวกับคนทำธุรกิจเป๊ะเลย
- เรากำลังทำสิ่งนี้ให้ใคร
- เขาต้องการอะไรจริง ๆ ซึ่งบ่อยครั้งไม่ใช่คำแรกที่เขาพูด
- มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ทั้งงบ พื้นที่ และเวลา
- ทำไมเขาถึงควรเลือกสิ่งที่เราเสนอ
กีฟไม่ได้ไปในฐานะคนที่รู้ทุกคำตอบ แต่ไปในฐานะคนทำธุรกิจที่ลงมือจริง เจอทั้งลูกค้า คู่แข่ง การบริหารทีม และปัญหาที่ต้องแก้อยู่ทุกวัน เลยอยากเก็บสิ่งที่ได้แชร์ในวันนั้นไว้ตรงนี้ เผื่อใครที่กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่


“ใครอยากรวย ยกมือ”
กีฟเปิดด้วยคำถามที่ตรงที่สุด และก็ได้คำตอบตามคาด ยกมือกันทั้งห้อง แต่พอถามต่อว่า “แล้วใครมีธุรกิจแล้วบ้าง” มือก็ค่อย ๆ ลดลง
ระยะห่างระหว่างมือสองรอบนั้น คือสิ่งที่กีฟอยากคุยด้วยทั้งชั่วโมง

แต่ก่อนจะไปต่อ กีฟบอกน้อง ๆ ตรง ๆ ก่อนว่า ไม่ต้องทำธุรกิจเท่านั้นถึงจะมีชีวิตที่ดี งานประจำมีข้อดีเยอะมาก รายได้สม่ำเสมอ วางแผนชีวิตได้ ได้เรียนรู้ระบบและทำงานกับคนเก่ง ๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินตัวเอง ส่วนธุรกิจ เราได้กำหนดทิศทางเอง รายได้ไม่มีเพดาน แต่ก็ไม่มีพื้นเหมือนกัน
ไม่มีทางไหนดีกว่า มีแค่ทางที่เหมาะกับเราในช่วงนั้นของชีวิต

และไม่ว่าจะเลือกทางไหน เงินมาจากที่เดียวกัน คือ คุณค่าที่เราสร้างให้คนอื่น บริษัทจ่ายเงินเดือนเพราะเราช่วยแก้ปัญหาให้บริษัท ลูกค้าจ่ายเงินเพราะเราช่วยแก้ปัญหาให้เขา ยิ่งแก้ปัญหาได้ใหญ่ ได้ชัด ได้สำคัญขึ้น รายได้ก็มักตามมา
นี่คือเหตุผลที่หัวข้อวันนั้นชื่อว่า Design Your Value เพราะมันใช้ได้ทั้งกับธุรกิจ และกับตัวเราเอง

ลูกค้าไม่ได้ซื้อโซฟา
บทเรียนที่กีฟได้จากงานออกแบบภายในมาตลอด คือ ลูกค้าไม่ได้ซื้อโซฟา เขาซื้อบ้านที่อยากกลับไปทุกวัน
ในวันนั้นกีฟเอาโซฟา 3 ตัวขึ้นจอให้น้อง ๆ ดู ตัวหนึ่งราคาหลักพัน อีกตัวหลักหมื่น และอีกตัวเป็นแบรนด์จากอิตาลีราคาหลักล้าน นั่งได้เหมือนกันทุกตัว แต่ราคาต่างกันเป็นร้อยเท่า เพราะคุณค่าอยู่คนละชั้น
- ใช้ได้ นั่งได้ ขนาดพอดีห้อง ซึ่งสำคัญมาก และหลายบ้านต้องการแค่นี้จริง ๆ
- รู้สึกดี นั่งแล้วหายเหนื่อย กลับบ้านมาแล้วอยากอยู่ตรงนั้น
- บอกว่าฉันเป็นใคร เรื่องราว รายละเอียด และตัวตนที่เจ้าของบ้านภูมิใจ
ทุกตัวมีลูกค้าของมัน ไม่มีตัวไหนผิด สิ่งสำคัญคือเราเข้าใจไหมว่าลูกค้าของเราต้องการชั้นไหน
“หรู” ไม่ได้มีแบบเดียว
ลูกค้าหลายคนเดินมาบอกกีฟว่า “อยากได้บ้านหรู” ถ้าเรารีบเลือกหินอ่อนกับโคมไฟราคาแพงทันที บ้านทุกหลังคงหน้าตาเหมือนกันหมด และคงไม่มีใครรู้สึกว่านี่คือบ้านของเขา
กีฟเลยต้องถามก่อนทุกครั้งว่า “หรูของคุณ แปลว่าอะไร” คำตอบไม่เคยเหมือนกันเลย บางคนหมายถึงความสงบ บางคนคือความเป็นส่วนตัว บางคนคือโต๊ะกินข้าวยาว ๆ ที่ครอบครัวได้นั่งด้วยกัน บางคนคือมุมอ่านหนังสือเล็ก ๆ ที่ได้อยู่กับตัวเอง และบางคนคือความเรียบง่าย ที่เลือกให้น้อยลงแต่ดีขึ้น
คำเดียวกัน แต่ความต้องการต่างกันมาก ธุรกิจก็เหมือนกัน คำว่า “คุณภาพดี” หรือ “บริการดี” จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อลูกค้าสัมผัสได้จริง ๆ ว่ามันคืออะไร
เข้าใจเขา ก่อนคิดแทนเขา
ทักษะที่กีฟใช้ทุกวันแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือ Empathy การพยายามเข้าใจโลกจากมุมของอีกคน ก่อนที่จะเอาความชอบของเราไปตอบแทนเขา
กีฟใช้ตัวอย่างใกล้ตัวเรื่องเดียวเล่าต่อเนื่องทั้งการบรรยาย คือ “แซนด์วิชอาหารเช้าในมหาวิทยาลัย” ถ้าเราบอกว่าเราขายแซนด์วิช เราก็รู้แค่ว่าสินค้าคืออะไร แต่พอไปคุยกับคนที่เรียนเช้า อาจพบว่าเขาไม่ได้ไม่อยากกิน แต่คิวยาวจนกลัวเข้าเรียนไม่ทัน โจทย์ก็เปลี่ยนทันที จาก “ขายแซนด์วิชยังไง” เป็น “ทำยังไงให้เขาได้กินเช้าโดยไม่ต้องต่อคิว”


คำชม ยังไม่ใช่ยอดขาย
เวลาอยากรู้ว่าไอเดียไปได้ไหม เรามักถามว่า “ถ้าทำแบบนี้ จะซื้อไหม” คำตอบที่ได้มักเป็นแค่ความตั้งใจ โดยเฉพาะจากเพื่อนที่เกรงใจเรา กีฟเลยชวนน้อง ๆ เปลี่ยนคำถามเป็น “ครั้งล่าสุดที่เจอปัญหานี้ คุณทำอย่างไร” เพราะเราจะได้เรื่องที่เขาทำไปแล้วจริง ๆ ไม่ใช่คำสัญญา
น่าสนใจ → ขอลอง → ยอมจ่าย → กลับมาซื้อ แต่ละขั้นบอกเราคนละเรื่อง และขั้นสุดท้ายคือหลักฐานที่ชัดที่สุดว่าเราสร้างคุณค่าได้จริง

ลูกค้าเลือกเรา เพราะ…
กีฟฝากประโยคเดียวให้น้อง ๆ ลองเติมให้จบในบรรทัดเดียว
สำหรับ [ใคร] ที่ [มีปัญหาอะไร] เราคือ [อะไร] ที่ [ต่างจากตัวเลือกอื่นอย่างไร]
คิดต่างไม่ได้แปลว่าต้องแปลก ไม่ต้องดีกว่าทุกเรื่อง ขอแค่ดีกว่าชัด ๆ เรื่องเดียวที่ลูกค้าแคร์ ประโยคนี้ใช้ได้ทั้งตอนทำธุรกิจ และตอนสมัครงาน ถ้าเติมช่องสุดท้ายไม่ได้ แปลว่าเรายังไม่มีเหตุผลให้ใครเลือก และควรกลับไปคุยกับลูกค้าอีกรอบ

เคล็ดลับสุดท้าย: ทำซ้ำ และไม่หยุด
ทุกอย่างที่เล่ามา ไม่มีอะไรทำครั้งเดียวแล้วได้ผลเลย เคล็ดลับสุดท้ายที่กีฟฝากน้อง ๆ จึงเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด และยากที่สุดไปพร้อมกัน คือ ทำซ้ำ และไม่หยุด
ถ้าเราดีขึ้นวันละ 1% ครบปีจะเก่งขึ้นประมาณ 37 เท่า แต่ถ้าแย่ลงวันละ 1% ครบปีจะเหลือแค่ราว 0.03 ตัวเลขนี้ไม่ใช่คำสัญญา แต่เตือนเราว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน มีผลมากกว่าที่คิด
กีฟเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 และเปิด Gratitude Design มาตั้งแต่ปี 2015 สิ่งที่พามาถึงวันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือการทำเรื่องเดิมให้ดีขึ้นทุกครั้ง ทั้งการฟังลูกค้า การคุมหน้างาน และการทำคอนเทนต์ที่ชิ้นแรก ๆ แทบไม่มีคนดู
และไม่หยุด ไม่ได้แปลว่าไม่พักนะคะ หยุดพักได้ แต่อย่าหยุดเรียนรู้




ขอบคุณ
ขอบคุณผู้ช่วยคณบดี อาจารย์ศิระ และมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่ให้โอกาส และขอบคุณน้อง ๆ คณะบริหารธุรกิจทุกคนที่ตั้งใจฟัง พูดคุย และแลกเปลี่ยนกัน
กีฟไม่ได้อยากให้ใครกลับไปคิดว่าต้องมีธุรกิจใหญ่ ต้องดัง หรือต้องสำเร็จให้ทันใคร จะทำงานประจำ ทำธุรกิจ หรือทำทั้งสองอย่าง ก็สร้างคุณค่าได้ทั้งนั้น เริ่มจากเข้าใจคนที่เราอยากช่วยให้มากขึ้น แล้วฝึกทำสิ่งหนึ่งให้ดีพอที่จะช่วยเขาได้จริง
ชีวิตดี ๆ อาจไม่ได้มีเวลานัดหมายที่แน่นอน แต่เราเลือกก้าวเล็ก ๆ ที่พาไปใกล้มันขึ้นได้ทุกวัน


เพราะชีวิตออกแบบได้ เริ่มต้นที่ตัวเอง
GiveEveryday
สนใจเชิญกีฟไปเป็นวิทยากร บรรยาย หรือทำเวิร์กช็อปในหัวข้อการออกแบบ วัสดุ และการสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ ดูรายละเอียดหัวข้อและรูปแบบได้ที่ Education & Speaker
