เมื่อโลกของ Interior Design พาฉันมาถึงการ Curate นิทรรศการศิลปะครั้งแรก
Some Things We Learn Find Their Way Back to Us
บางสิ่งที่เราเรียนไว้ วันหนึ่งอาจกลับมาหาเราอีกครั้ง
มีหลายอย่างที่เราเลือกเรียนเพราะ “แค่อยากรู้” โดยที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ใช้มันเมื่อไหร่
สำหรับกีฟ หนึ่งในนั้นคือ Curating
นอกจากงาน Interior Design กีฟเป็นคนที่สนใจพิพิธภัณฑ์และงานศิลปะมาตลอด เวลาไปเที่ยวก็มักจะมี museum หรือ exhibition อยู่ในลิสต์เสมอ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า เราอยากเข้าใจมากกว่าการเป็นคนเดินดูงาน
อยากรู้ว่าศิลปินคิดอะไรอยู่
ทำไมเขาถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านสี เส้น หรือวัตถุแบบนั้น
และทำไมงานชิ้นเดียวกัน เมื่ออยู่ในพื้นที่หนึ่ง จึงให้ความรู้สึกต่างจากเมื่ออยู่ในอีกพื้นที่หนึ่ง
กีฟจึงตัดสินใจไปเรียน Curating
ตอนเรียนก็ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ยังงงอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะมันเป็นโลกที่ต่างจาก Interior Design ที่กีฟคุ้นเคยมาก และตอนนั้นก็ไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะได้กลับมาใช้สิ่งที่เรียนจริงๆ
จนมาถึงนิทรรศการ “It’s OK to Be Artist 2: The Best Version of Me” ที่กีฟได้มีโอกาสร่วม Curate และออกแบบประสบการณ์ของนิทรรศการ ร่วมกับ Art Story by Autistic Thai ภายใต้มูลนิธิออทิสติกไทย
นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกชัดมากว่า โลกของ Interior Design กับโลกของ Art จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ห่างกันเลย
เพราะทั้งสองอย่างกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน ในคนละภาษา
คือ คน ความรู้สึก และพื้นที่ที่เราใช้ในการแสดงตัวตน

From “The Best Version of Me” to the Word Home
โจทย์ของงานเริ่มต้นจากคำว่า The Best Version of Me
แทนที่จะเริ่มคิดทันทีว่านิทรรศการควรมีหน้าตาแบบไหน กีฟกลับเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า
พื้นที่แบบไหน ที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่?
คำตอบที่ค่อยๆ ชัดขึ้นสำหรับกีฟคือคำว่า Home
ไม่ใช่แค่บ้านในความหมายของสถานที่อยู่อาศัย
แต่เป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัย
เป็นพื้นที่ที่เราไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใคร
เป็นพื้นที่ที่เราสามารถหยุด พัก อยู่กับตัวเอง หรือแสดงออกในแบบของเราได้
จากตรงนี้จึงเกิดเป็นแนวคิดของนิทรรศการ
A Home for Every Version of Me
บ้านที่ไม่ได้มีไว้สำหรับ “คนแบบใดแบบหนึ่ง” แต่เป็นบ้านที่ยอมรับว่า ทุกคนมีวิธีมองโลก วิธีรู้สึก และวิธีเป็นตัวเองที่ต่างกัน
There Is No Single Way to See the World
สิ่งหนึ่งที่กีฟพยายามระวังมากในการทำงานครั้งนี้ คือการไม่ตีความว่า “คนออทิสติกเป็นแบบนี้” หรือ “ต้องการพื้นที่แบบนี้”
เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับกีฟ กลับเป็นตรงกันข้าม คือ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย
ศิลปินออทิสติกทั้ง 39 คนในนิทรรศการนี้ แต่ละคนมีสีที่ชอบ
มีรายละเอียดที่สนใจ
มีวิธีวาดซ้ำในแบบของตัวเอง
มีวัตถุหรือเรื่องราวที่อยู่ในโลกของตัวเอง
และมีวิธีสื่อสารออกมาที่ต่างกัน
มันทำให้กีฟคิดถึงประโยคหนึ่งตลอดการทำงานนี้
There is no single way to see, feel, or belong.
ไม่มีวิธีเดียวในการมองโลก
ไม่มีวิธีเดียวในการรู้สึก
และไม่มีวิธีเดียวในการเป็นส่วนหนึ่ง
ประโยคนี้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบพื้นที่ทั้งหมด
When Artwork Doesn’t Stop at the Wall
ในฐานะ Interior Designer สิ่งที่กีฟสนุกที่สุด คือการลองมอง Artwork ให้เป็นมากกว่า “ภาพสำหรับแขวน”
ถ้าเส้นหนึ่งในภาพ กลายเป็นเส้นของพื้นที่ได้ล่ะ?
ถ้าสีหนึ่ง กลายเป็นบรรยากาศของห้อง?
ถ้า pattern กลายเป็นพื้น วัสดุ หรือ object ที่เราสัมผัสได้?
คำถามเหล่านี้ทำให้บทบาทของ Gratitude Design ในงานนี้ชัดขึ้นสำหรับกีฟมาก ว่าเราไม่ได้เข้ามาตกแต่งพื้นที่ให้กับ Art
แต่เรากำลังทำหน้าที่เป็น Spatial Translator ผู้แปลภาษาของงานศิลปะ ให้กลายเป็นภาษาของพื้นที่
และจากความคิดนี้ จึงเกิดประโยคที่กีฟใช้เป็นเข็มทิศตลอดงาน
Every Line Becomes a Place.
ทุกลายเส้น สามารถมีพื้นที่ของตัวเองได้
A Journey Through One House
กีฟไม่ได้อยากให้งานถูกอ่านเป็น “หลายโซน” แต่อยากให้เหมือนกำลังเดินผ่านบ้านหนึ่งหลัง ที่แต่ละห้องค่อยๆ เปิดความหมายของคำว่า The Best Version of Me ออกมาทีละชั้น
The Key
การเดินทางเริ่มต้นด้วย กุญแจ
กุญแจที่ไม่ได้มีไว้เปิดแค่ประตู แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดมุมมอง
This key opens more than a door.
It opens another way of seeing.
The Room of Reflection
พื้นที่ส่วนตัวที่ชวนให้กลับมาอยู่กับตัวเอง
Sometimes, the quietest spaces
are where we hear ourselves most clearly.
บางครั้ง ในพื้นที่ที่เงียบที่สุด
เรากลับได้ยินเสียงของตัวเองชัดที่สุด
The Room of Belonging
Living Room คือพื้นที่ที่เราเริ่มอยู่ร่วมกับคนอื่น
สำหรับกีฟ คำว่า belonging ไม่ได้หมายถึงการพยายามทำตัวให้เข้ากับทุกคน แต่คือการได้อยู่ในพื้นที่ที่เราสบายใจพอ จะยังเป็นตัวเองอยู่ได้
Belonging begins where we feel safe enough to stay.
The Room of Identity
Walk-in Closet ถูกนำมาเล่าเรื่อง Identity เพราะสิ่งที่เราเลือกเก็บ สิ่งที่เราใส่ สีที่เราชอบ หรือของที่เราเลือกไว้ใกล้ตัว ล้วนบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเรา
What we choose to keep close
often says something about who we are.
The House of Many Worlds
และในที่สุด การเดินทางทั้งหมดมาจบที่พื้นที่ซึ่งหลายโลกมาอยู่ร่วมกัน
One home. Many worlds.
Every world has a place here.
สิ่งที่กีฟชอบในประโยคนี้มาก คือมันไม่จำเป็นต้องบอกว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกัน หรือเข้าใจกันทั้งหมด
เพียงแค่แต่ละโลกมีพื้นที่ของตัวเอง และยังสามารถอยู่ร่วมกันได้
สำหรับกีฟ แค่นั้นก็มีความหมายมากแล้ว
Curating Made Me See Interior Design Again
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดหลังจากทำงานนี้ คือกีฟไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลัง “ออกจาก” Interior Design ไปทำ Art
กลับกัน มันทำให้กีฟเข้าใจงาน Interior ของตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว งานออกแบบพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวย
มันคือเรื่องของคน
เรากำลังออกแบบว่าคนจะเดินอย่างไร
หยุดตรงไหน
มองเห็นอะไร
รู้สึกปลอดภัยหรือไม่
และพื้นที่นั้นอนุญาตให้เขาเป็นตัวเองได้มากแค่ไหน
Curating ทำให้กีฟกลับมาถามตัวเองว่า
บางทีการออกแบบที่ดี อาจไม่ใช่การพยายามสร้าง “พื้นที่ที่ดีที่สุด”
แต่คือการสร้างพื้นที่ที่เหมาะกับคนที่อยู่ในนั้นจริงๆ
The Best Version of Me
ก่อนทำงานนี้ กีฟอาจตีความ The Best Version of Me ว่าเป็นตัวเราที่เก่งขึ้น ดีขึ้น หรือสมบูรณ์ขึ้น
แต่หลังจากได้อยู่กับงานนี้ ความหมายของมันเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
สำหรับกีฟวันนี้ The Best Version of Me ไม่จำเป็นต้องเป็นเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุด
แต่อาจเป็นเวอร์ชันที่เราไม่จำเป็นต้องซ่อนอะไรบางอย่างของตัวเองไว้
เป็นเวอร์ชันที่ได้รับพื้นที่
ได้รับการมองเห็น
และได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
และในท้ายที่สุด การเดินทางที่เริ่มต้นจากการเข้าไปทำความรู้จักโลกของคนอื่น อาจพาเรากลับมามองโลกของตัวเองอีกครั้ง
At the end of the journey, you meet yourself.
บางที สิ่งที่เราเรียนไว้เพราะ “แค่อยากรู้” ก็อาจไม่ได้สูญหายไปไหน
มันเพียงรอเวลาที่จะกลับมาเชื่อมกับเรา ในวันที่เราเข้าใจมันมากพอเท่านั้นเอง
— Give Warakorn
Interior Designer / Curator / Founder of GiveEveryday & Gratitude Design
Exhibition Information
It’s OK to Be Artist 2: The Best Version of Me
Welcome home, it’s OK.
4 – 27 September 2026
RCB Artery, 1st Floor, River City Bangkok
An exhibition of works by 39 autistic artists
Presented by Art Story by Autistic Thai, under the Autistic Thai Foundation
Exhibition experience and curation in collaboration with Gratitude Design
Opening Day
Friday 4 September 2026 · 12.00 – 15.00

Talk Session · Art & Living
“เมื่อศิลปะคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต”
Friday 4 September 2026 · 12.40 · RCB Artery, 1st Floor
Speakers
คุณกีฟ วรากร เติมวัฒนาภักดี — Design Director, Gratitude Design
คุณเตยยี่ ประภัสสร กาญจนสูตร — ศิลปินอิสระ
คุณปุณ ปุณยวัจน์ ฉันทสวัสดิ์ — นักออกแบบภายใน / นักสร้างสรรค์ / ผู้ประกอบการด้าน Hospitality
Exhibition Map · แผนที่นิทรรศการ
A Home for Every Version of Me
แตะหมายเลขบนแผนที่ หรือชื่อห้องด้านล่าง เพื่ออ่านเรื่องราวของแต่ละพื้นที่Tap a number on the plan, or a room below, to read its story.
← เลื่อนดูแผนที่ · scroll the plan →
- 1Overall Journey / StartYour Journey Home Begins Hereจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
- 2The Key to BeginThis key opens more than a door. It opens a way of seeing.กุญแจดอกนี้ไม่ได้เปิดแค่ประตู แต่ชวนให้เราเปิดมุมมองอีกแบบหนึ่ง
- 3The Room of ReflectionBefore we meet the world, there are moments when we simply meet ourselves.ก่อนออกไปพบโลกภายนอก บางช่วงเวลา เราเพียงแค่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง
- 4The Room of IdentityIdentity lives in the details we choose.ตัวตนของเรา ค่อยๆ ปรากฏผ่านรายละเอียดที่เราเลือก
- 5The Room of BelongingBelonging begins where we feel safe enough to stay.ความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่ง เริ่มขึ้นในพื้นที่ที่เราสบายใจพอจะอยู่ในแบบที่เราเป็น
- 6The House of Many WorldsDifferent ways of seeing can still belong together.แม้เราจะมองโลกต่างกัน เราก็ยังมีพื้นที่ร่วมกันได้
- 7The Journey ContinuesAt the end of the journey, you meet yourself.เมื่อเดินทางมาถึงปลายทาง คนที่เราได้กลับมาพบอีกครั้ง อาจเป็นตัวเราเอง
It’s OK to Be Artist 2 : The Best Version of Me
4 – 27 September 2026 · RCB Artery, 1st Floor, River City Bangkok
An Exhibition by Art Story by Autistic Thai
Spatial & Exhibition Design by Gratitude Design
Curatorial Narrative by GiveEveryday
